ค้นหา

!!! หยุดหลอกตัวเองว่าต้องร้อยไหมเถอะค่ะ !!! ควรยกกระชับแบบไหนที่จะเหมาะสม มีคำตอบที่นี่ค่ะ

อัพเดตเมื่อ: พ.ค. 29

💓สวัสดีค่ะ💓

♥ Aey Surgeryมาแล้วค่ะ

แน่นอนว่าสาวๆอยากจะหน้าตึง หน้าเด็ก กระชับ ไม่หย่อนยาน แต่ในปัจจุบันความต้องการได้เปลี่ยนไปแล้วนะคะ ไม่ใช่แค่ไม่แก่กว่าวัย แต่ความฝันของสาวๆตอนนี้คือการเด็กกว่าวัยให้มากที่สุด และในปัจจุบันมีวิธีในการยกกระชับมากมาย ตั้งแต่ laser ต่างๆ ร้อยไหม mini lifing full face lifting ซึ่งทุกคนก็อยากได้วิธีที่ง่ายๆสบายๆสุด แต่มีสาวๆจำนวนมากที่พอทำไปแล้วรู้สึกเสียดายเงิน ที่จ่ายไปเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่เห็นผลหรือเห็นผลแค่ไม่นาน ดังนั้นในบล็อคนี้ เราจะมาไขข้อข้องใจให้นะคะ ว่าใครเหมาะกับการยกกระชับวิธีใดกันบ้าง เพื่อให้สาวๆทุกคนคุ้มค่าเงินที่จ่ายไปและได้ผลลัพท์ตรงกับความต้องการที่สุดค่ะ

💓 ปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าหย่อนคล้อยมี 9 ปัจจัย 💓

1. อายุ เมื่ออายุมากขึ้นผิวก็เริ่มเกิดริ้วรอย แห้งกร้าน น้ำและไขมันใต้ผิวลดลง ทำให้เกิดความหย่อนคล้อยในที่สุด เป็นเพราะว่าร่างกายผลิตเซลล์ใหม่และคอลลาเจนน้อยลง ทำให้ผิวหนังชั้นในเกิดความหย่อนคล้อย จนเกิดริ้วรอย - อายุ 20 ปลายๆ จะมีริ้วรอยบางๆ รอบดวงตา ซึ่งเกิดมาจากการยิ้ม - อายุ 30 ริ้วรอยรอบดวงตาจะเริ่มชัด เกิดรอยตีนกา ริ้วรอยบางๆ บริเวณคิ้วและหน้าผาก - อายุ 40 ขึ้นไปจะเกิดรอยเหี่ยวย่นบริเวณรอบดวงตา ริมฝีปาก หน้าผาก หว่างคิ้ว มาจากความหย่อนคล้องของเซลล์ผิวชั้นใน 2. กรรมพันธุ์ กรรมพันธุ์เป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะความแข็งแรงของเซลล์ผิวของแต่ละคนไม่เท่ากัน ต่อให้อยู่ในปัจจัยภายนอกที่เหมือนกัน หรือการดูแลที่เหมือนกัน 3. การที่ปริมาณของสารสำคัญในผิวลดลง เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลง ผิวจึงหย่อนคล้อย และ ชั้นไขมันนี้จะมีความหนาแน่นลดลงเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดผิวยุบตัวได้อย่างชัดเจน ทำให้จากใบหน้าห้อยลงจาก V กลายเป็น U Shape 4. ฝุ่นควัน สารพิษ และpm2.5 เป็นที่ทราบกันดีว่า อากาศในปัจจุบันเต็มไปด้วยมลภาวะที่เป็นพิษ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย เมื่อร่างกายของเราได้รับสารเหล่านี้เป็นปริมาณมากๆ ซึ่งทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ มีส่วนทำลายคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ก่อให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยตามมา


5. รังสี UV จากแสงแดด มี รังสี UV ที่สามารถทะลุผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ รังสี UV จะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ไปทำลายเซลล์ผิวหนังจากภายในเซลล์เอง และทำลายชั้นของเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้ผิวขาดความหยืดหยุ่น และเกิดความหย่อนคล้อยตามมา เราจึงควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมป้องกันรังสี UV 6. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในวัยเด็กร่ายกายจะผลิต Growth hormone และ ในวัยรุ่นร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์มนพวกนี้ทำให้ผิวเต่งตึง และดูเยาว์วัย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรามีอายุมากขึ้น ร่างกายผลิตผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง จึงส่งผลให้ผิวหนังชั้นในเกิดความหย่อนคล้อย จนเกิดริ้วรอยต่างๆ 7. ความเครียด คนที่เครียดจทำให้มีริ้วรอยและหย่อนคล้อยกว่าปรกติมากค่ะ ความเครียดจะส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานไม่ปกติ และร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ที่มีส่วนช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เต่งตึง เรียบเนียน และระบบชั้นผิวหนังที่ทำหน้าที่ควบคุมความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว ผลิตสารเคลือบผิว (ซีบรัม) และขับของเสียออกทางรูขุมขน ทำหน้าที่บกพร่อง จนทำให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมโทรม เกิดความหย่อนคล้อยในที่สุด 8. การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์หากดื่มในปริมาณมากเกินไป จะมีส่วนทำลายคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ก่อให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยตามมา ส่วนบุหรี่นั้นประกอบด้วยสารที่อันตรายต่อร่างกายหลายชนิด นอกจากจะทำร้ายสุขภาพของเราให้เสื่อมโทรมแล้วยัง เกิดอนุมูลอิสระในผิวและทำลายโครงสร้างชั้นผิว ทำให้เซลล์ผิวให้เสื่อมสภาพค่ะ 9. นอนหลับไม่เพียงพอ สาวที่อยากผิวสวยและอ่อนเยาว์ควรเข้านอนไว และนอนวันละ 8 ชม.ค่ะ ผิวของเราก็ต้องการการพักผ่อนเช่นเดียวกัน ถ้านอนไม่พอ ร่างกายจะไม่หลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ในขณะหลับ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้ดูอ่อนเยาว์ ซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ และสร้างสมดุลระบบการเผาผลาญอาหาร หาขาดสารนี้ผิวหนังจะหย่อนคล้อยและเกิดการอักเสบได้ค่ะ

เมื่อเวลาผ่านไป จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทุกชั้นผิว ทำให้ผิวมีรูปร่างเปลี่ยนไปและสารต่างๆ ภายในผิวก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย

💙 จุดที่จะพิจารณาว่าใบหน้าของเราไม่กระชับ 💙


1. ริ้วรอย ริ้วรอยจะเริ่มก่อตัวตั้งแต่อายุ 25 เป็นต้นไป เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ บนใบหน้าและสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด โดยจะเริ่มจากหางตา ซึ่งก็คือรอยตีนกานั่นเอง หลังจากนั้นจะเห็นชัดบริเวณแก้มหรือหน้าผาก โดยเฉพาะเมื่อเราแสดงสีหน้าต่างๆ และเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นก็จะยิ่งเป็นรอยชัดและลึกขึ้นเรื่อยๆ ส่วนริ้วรอยบริเวณมุมปากที่ไล่ลงมาตั้งแต่บริเวณปีกจมูกมักมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียวอลุ่มของผิวหนังด้วย ริ้วรอยเกิดขึ้นในชั้นผิวหนังทั้ง 3 ชั้น 1.1 ชั้นหนังกำพร้า เมื่ออายุมากขึ้น การผลัดเซลล์ผิวเริ่มช้าลงและร่างกายผลิตไขมันน้อยลง ทำให้ผิวดูแห้งกร้านได้ นอกจากนั้นแล้วผิวยังไวต่อแสงแดด ยูวีมากเป็นพิเศษ ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ง่ายและเร็วเหมือนผิววัยหนุ่มสาว แพ้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม 1.2 ชั้นหนังแท้ มีองค์ประกอบหลัก คือ คอลลาเจน และ Elastic Fiber ที่ให้ความยืดหยุ่นกับผิว แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงประมาณปีละ 1% ทำให้ความยืดหยุ่นของผิวมีคุณภาพลดลง ผิวจึงมีอาการหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น 1.3 ชั้นใต้หนังแท้ หรือ ชั้นไขมัน ซึ่งถือเป็นชั้นที่ช่วยเสริมให้รูปทรงของใบหน้าคงรูปอยู่ได้ดี แต่เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น ชั้นไขมันนี้จะมีความหนาแน่นลดลง ทำให้เกิดผิวยวบลงได้อย่างชัดเจน จึงสังเกตได้ว่าส่วนใบหน้าจะมีการยวบลงมา ทำให้หน้า V shape กลายเป็น U shape ได้ และทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นยิ่งดูลึกกว่าเดิม

ริ้วรอยตามวัย


2. รูปทรงหน้าดูเปลี่ยนไป ผิวที่หย่อนคล้อย การที่ผิวสูญเสียวอลุ่มทำให้ใบหน้าดูหย่อนยาน แลดูเศร้า รูปหน้าเปลี่ยนไป จากหน้าเรียว V shape กลายเป็นหน้าบึ้งแลดูคล้ายตัว U มากกว่า

คนไข้อายุเพียง 30 ปี แต่มีใบหน้าที่หย่อนคล้อย


3. มองไม่เห็นกรอบของใบหน้า สังเกตง่ายในช่วงกรามยาวมาถึงคาง ใบหน้าที่กระชับจะมองเห็นกรอบของใบหน้าชัดเจน แต่ใบหน้าที่ไม่กระชับจะมองไม่เห็นโครงกระดูกกรอบหน้าค่ะ จะเห็นเป็นเนื้อ หนัง หรือไขมันแทน

ตัวอย่างคนไข้กลุ่มอายุน้อยแต่มีความหย่อนคล้อยไม่เห็นกรอบของใบหน้า


4. ผิวที่แลดูบางลงและมีความอ่อนแอ เซลล์ผิวจะเริ่มสังเกตเห็นได้ชัดจากผิวที่แลดูบางลงและมีความอ่อนแอ การสูญเสียความหนาแน่นของผิวมีผลกระทบต่อผิวทั่วใบหน้า แตกต่างจากริ้วรอยหรือการหย่อนคล้อยของหน้าที่เกิดขึ้นเฉพาะจุดเท่านั้น

ผิวหนังบางลงดูอ่อนแอและไม่เต่งตึงดูมีอายุ 💛เราขอแบ่งความหย่อนคล้อยของใบหน้าเป็น 3 ระดับ 💛


1. ใบหน้าหย่อนระดับหนึ่ง ระดับนี้หมายถึงสาวๆผู้ที่อายุไม่เกิน 30 ปี แต่รู้สึกว่าหน้าตนเองหย่อนคล้อย สังเกตได้จากร่องแก้มชัดเวลาหันข้าง ใบหน้าเริ่มเป็น U shape แทนที่ V shape และรู้สึกว่าแก้มสองข้างห้อยลงและเปลี่ยนรูปไปจากแต่ก่อน

ใบหน้าห้อยระดับเริ่มต้น


2. ใบหน้าหย่อนระดับสอง สำหรับอายุ 30-40 ปี มีไขมันบนหน้าสูง หรือเคยผ่าตัดโครงหน้ามา ใบหน้าคล้อยชัดเจน เห็นร่องแก้มชัดไม่ว่าจะด้านหน้าหรือด้านข้าง มองไม่เห็นกระดูกกรอบหน้า และส่วนของโหนกแก้มคล้อยลงทำให้เห็นโหนกแก้มชัดขึ้น รูปทรงหน้าเปลี่ยนไปจากอดีตชัดเจน หรือเคสที่ไขมันหน้าสูง ลดน้ำหนักแบบรวดเดียวก็จะทำให้เกิดการห้อยในระดับนี้ได้ค่ะ

ใบหน้าห้อยระดับปานกลาง


3. ใบหน้าหย่อนระดับสาม สำหรับคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีริ้วรอยชัดเจน ซึ่งจะมีสองประเภทคือคนที่ใบหน้าผอมไขมันน้อยแต่ดูห้อยและมีริ้วรอยมีใบหน้าห้อยหรือดูแห้งเหี่ยวทรุดโทรม และใบหน้าที่ไขมันสูงแก้มสองข้างห้อยลงชัดร่องแก้มลึกชัดเจน เป็นใบหน้าที่บ่งบอกอายุได้ชัดเจน

ใบหน้าห้อยคล้อยและริ้วรอยชัดเจน 👉 เราแบ่งการยกกระชับใบหน้าเป็น 4 ระดับ 👈


1. การยกกระชับด้วย Laser 1.1 Thermage คือการใช้ Radio Frequency ที่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของเส้นใย Collagen และ Elastin ที่ยึดเกาะกันอยู่ในชั้นผิวหนัง พร้อมกระตุ้นการสร้างเส้นใย Collagen ใหม่ พลังงานความร้อนยังลงลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ช่วยสลายไขมันสะสมส่วนเกินบนใบหน้า ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าที่หย่อนคล้อย ทำให้ดูยกกระชับ พร้อมปรับใบหน้าให้สวยได้รูปตามองศาความงาม 1.2 Ulthera เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องเลเซอร์ที่มีชื่อว่า Ultrera เพื่อส่งผ่านพลังงานคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง โดยเจาะจงไปยังบริเวณเนื้อเยื่อชั้น SMAS (Superfical Muscular Aponeurotic System) พลังงานเสียงของ Ulthera ที่ส่งไปยังชั้นผิวหนังที่ต้องการรักษาจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน โดยเน้นกระตุ้นที่เซลล์ไฟโบรลาสต์ของชั้น SMAS ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใหม่ ซึ่งใช้เวลาทำประมาณ 30 – 60 นาที และจะเห็นผลภายใน 3 เดือน 1.3 HIFU (High Intensity Focused Ultrasound) เป็นพลังงานคลื่นเสียงความเข้มข้นสูง ที่ส่งพลังงานลงไปในชั้นผิวอย่างสม่ำเสมอ พลังงานที่ลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหดตัว ส่งผลให้ผิวหน้าจะยกกระชับขึ้น 👉อย่างไรก็ตาม Laser ยกกระชับข้างต้นเห็นผลได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนผลลัพท์จากการผ่าตัด และในหลายเคสมักจะทำให้สูญเสีย baby fat บนหน้าในการทำ Laser ยกกระชับ ทำให้ผลลัพท์ในบางครั้งอาจจะทำให้ใบหน้าดูสูงวัยขึ้น ดังนั้น Laser ยกกระชับเหมาะกับผู้ที่อายุน้อย มีไขมันบนหน้า และมีความหย่อนคล้อยในระดับต่ำค่ะ 2. การยกกระชับด้วยการร้อยไหม ถือเป็นการศัลยกรรมอีกแบบหนึ่ง ในการช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว และทำให้ผิวหน้าเต่งตึง โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ชนิดของเส้นไหมที่นิยมใช้ในการร้อยไหม มี 4 แบบ - ไหมเรียบ (Mono threads) ในปัจจุบันไม่ใช้ไหมชนิดนี้แล้ว เป็นไหมที่ใช้ในสมัยแรกๆลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียว ซึ่งแพทย์จะทำการสอดเข้าชั้นผิวตื้นเพื่อให้ใบหน้าตึงขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยยกกระชับผิวแต่อย่างใด หลังทำเมื่อดูบวมจะดูตึง หลังจากยุบบวมก็จะหย่อนคล้อยเหมือนเดิม - ไหมเกลียว (Screw threads) เป็นไหมละลายที่มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ มีลักษณะเป็นม้วนคล้ายสปริง และอาจเป็นเส้นเดียวหรือสองเส้นพันกันเป็นเกลียว ลักษณะเกลียวที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบเป็นแอ่งได้ และสามารถช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนยาน - ไหมกุหลาบ (Barbed threads หรือ Cog threads) เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นเส้นคล้ายหนามกุหลาบจึงใช้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ดี - ไหมกรวย (Silhouette soft) เป็นไหมละลายรูปแบบใหม่ ที่มีปมกลมๆ ตามแนวเส้นไหม และมีพลาสติกทรงกรวยเล็กๆ อยู่ระหว่างปมของเส้นไหม ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทำให้จับเนื้อเยื่อได้มากขึ้น โดยไม่มีผลทำให้เนื้อเยื่อภายในบาดเจ็บมากนัก ไหมชนิดนี้จึงเน้นช่วยยกกระชับผิวมากกว่าการสร้างคอลลาเจน สามารถยกกระชับผิวได้ดีกว่าไหมรูปแบบอื่น ไม่เกิดความระคายเคือง และถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้ผลยกกระชับที่ยาวนานกว่า โดยผลจะคงอยู่ 1-3 ปี แต่จะมีอาการปวดหรือบวมหลังจากการทำ แต่อาการจะหายไปภายใน 2-3 วัน นอกจากนี้ ไหมชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม

ผลลัพท์จากการร้อยไหม

Q: ใครบ้างที่ควรและไม่ควรร้อยไหม? A: วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่ผิวหน้าต้องไม่ยุบตัวหรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก วิธีนี้จะไม่เห็นผล ดันนั้นผู้ที่มีความหย่อนเด่นชัด อ้วน หรืออายุเยอะไม่เหมาะกับใช้วิธีการร้อยไหมค่ะ Q: ข้อดีของการร้อยไหมคืออะไร? A: การร้อยไหมจะเห็นผลทันทีหลังทำ ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อยเล็กน้อยได้ดี ทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ ไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที เป็นผ่าตัดเล็ก ไม่มีแผล และไม่ต้องพักฟื้น Q: ข้อเสียของการร้อยไหมคืออะไร? A: หลังจากร้อยไหม อาจมีอาการบวมแดง และรอยช้ำตามแนวการสอดไหม หากไหมไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม การร้อยไหมยังไม่มีหลักฐาน ทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าผิวหนัง จะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหน และผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา และ ผลข้างเคียงการร้อยไหมที่ไม่ได้มาตรฐานคือ เห็นและคลำปมไหมได้ และเห็นปลายไหมโผล่ชัดเจนการร้อยไหมทอง ไม่สามารถแก้ไขหรือเอาออกได้ เนื่องจากทองถูกพังผืดยึดเอาไว้ หากไปดึงออกมาก็จะทำให้ผิวบุ๋ม จนเสียโฉมได้


3. การยกกระชับด้วยการผ่าตัดดึงหน้า

การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า(การดึงหน้า)แบ่งเป็น 2 ชนิด


1. การยกกระชับด้วย Mini Facelift ใช้เทคนิตที่เรียกว่า SMAS plication lift หรือเรียกอีกอย่างว่าการผ่าตัดดึงหน้าแบบสั้น เพราะแผลผ่าตัดจะมีขนาดทีสั้นกว่า Full Facelift ซึ่ง Mini Facelift เหมาะกับคนไข้อายุน้อย หย่อนคล้อยไม่มาก และไม่เคยผ่าตัดทำโครงหน้ามาก่อน Mini Facelift สามารถช่วยเรื่องความหย่อนคล้อยเล็กน้อยบนใบหน้าได้ค่ะ แตสำหรับการกระชับถ้าเทียบกับ Full Facelift คือน้อยกว่ามาก ข้อดีคือแผลเล็ก ไม่ต้องใส่สายเดรนเลือด และใช้ระยะเวลาการพักฟื้นน้อยกว่า Full Facelift 2. การกระชับด้วย Full Facelift คือการดึงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการดึงหน้าตั้งแต่บริเวณใต้ตาลงมาจนถึงหน้าด้านล่าง มักทำร่วมกับการดึงคอ ซึ่งผลลัพท์คือจะกระชับตึงได้ทุกส่วนทั้งแก้ม ใต้กรอบหน้า และคอ การผ่าตัดจะเป็นการปรับตำแหน่งของใบหน้าตั้งแต่ชั้น SMAS ที่หย่อนคล้อยในแนวตั้ง ผลลัพธ์ของการผ่าตัด Full Facelift มีอายุยืนยาว รอยกรีดจะอยู่ด้านหน้าหูและหลังหู ศัลยแพทย์จะทำการผ่าดึงเต็มรูปแบบอย่างระมัดระวัง โดยแบ่งเป็นสามขั้นตอน คือการกระชับชั้น SMAS และกำจัดไขมันส่วนเกิน และการกำจัดผิวส่วนเกินในปริมาณที่เหมาะสม **คลิกที่นี่ Full Facelift สำหรับอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการดึงหน้านะคะ การผ่าตัดดึงหน้าควรทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่? จริงแล้วไม่มีการจำกัดว่าอายุเท่าไหร่ควรดึงหน้า ขึ้นกับสภาพผิว ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย กรรมพันธ์คนไข้บางท่านผิวแห้ง ตากแดดบ่อย ไม่ดูแลตัวเอง พักผ่อนน้อย หรือน้ำหนักมาก ใบหน้าจะหย่อนคล้อยเกินอายุจริง ก็เหมาะสมที่จะทำการดึงหน้าค่ะ และสำหรับคนไข้ที่ไม่ต้องการให้มีเส้นไหมอยู่ในหน้า และต้องการการกระชับแบบถาวร วิธีดึงหน้าก็เป็นคำตอบที่เหมาะสมค่ะ ใครบ้างที่ไม่ควรผ่าตัดดึงหน้า? จุดสำคัญคือโรคประจำตัวค่ะ เช่นโรคมะเร็งต้องรักษาให้หายขาดก่อน แต่ถ้าเป็นโรคเรื้อรังและต้องทานยา ต้องบอกหมอว่าเรามีโรคประจำตัวอะไร โรคประจำตัวบางอย่างรักษาหายได้ก็ควรรักษาให้หายก่อน เพราะการทำศัลยกรรมความงามไม่ใช่เรื่องรีบด่วน ถ้ารักษาโรคอะไรที่หายได้ก็รักษาให้หายก่อน โรคบางอย่างรักษาไม่หาย เช่นเป็นโรคเรื้อรัง เป็นโรคความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ ก็ควรบอกแพทย์และทานยาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อน

↠ คำถามยอดฮิต เราควรยกกระชับด้วยวิธีใด ↞ เปรียบเทียบการร้อยไหม Mini Facelift และ Full Facelift

การเปรียบเทียบระหว่าง ร้อยไหม Mini Facelift และ Full Facelift Mini FaceLift แตกต่างกับ Full FaceLift อย่างไร? รพ.นานะมีต้นไม้แห่งความสวยมาให้ดูกันนะคะ 😀

การเปรียบเทียบระหว่าง Mini Facelift และ Full Facelift ↠ ทำไมต้องเลือกดึงหน้ากับ รพ.NANA ↞

ผลงานการดึงหน้า Full Face&Neck Lift ของรพ.นานะ

💓 ฝากติดตามเรื่องราวและสาระดีๆในตอนต่อไปด้วยนะคะ 💓 ♥ Aey Surgery ขอบคุณค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และปรึกษาผ่านทางไลน์ @Aeysurgery (มี@ด้วยค่ะ) ได้เลยนะคะ

Add LINE คลิ๊กที่ปุ่ม >>

YOUTUBE คลิ๊กที่ปุ่ม >>

LINE: @Aeysugery IG: @aey_surgery FREE 📣พาบิน FREE 📣ตรวจร่างกาย และ ยา FREE 📣คนดูแล FREE 📣อาหาร FREE 📣พาเที่ยว FREE 📣บริการจองตั๋วเครื่องบิน FREE 📣คืน Tax Refund FREE 📣รถรับ-ส่ง FREE 📣ที่พัก FREE 📣ทรีทเม้นต์ลดบวมหลังผ่าตัด

AEY SURGERY Location : Gangnam-gu, Seoul, South Korea Line ID : @Aeysurgery Facebook : https://www.facebook.com/AeyPatrick/ IG : https://www.instagram.com/aey_surgery/ Blog : aeysurgery.blogspot.com Phone number: +66 952826615 (Thai hotline) e-mail : aeysurgery@gmail.com Youtube Channel : https://www.youtube.com/channel/UCLexD8mSRjZ2Vj4DmvNFwHQ


#โรงพยาบาลนานะ #ศัลยกรรมเกาหลี #รีวิวศัลยกรรมเกาหลี #หมอศัลยกรรมเกาหลี

#โรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลี #โครงหน้าเกาหลี #เสริมจมูกเกาหลี #เสริมหน้าอกเกาหลี

ดู 0 ครั้ง
  • Aey Surgery ศัลยกรรมเกาหลี
  • Aey Surgery ศัลยกรรมเกาหลี

LINE ID: @AEYSURGERY 
TELEPHONE | 0952826615